ยังไม่ได้ค้นพบสีสันแห่งชีวิตขณะเป็นคือความตายการค้นพบความตายเมื่อชีวิตถึงควรนั่นคือความเป็น..มีเรื่องเล่าอยู่ว่า

หน้าแรก ฟอรั่ม บทความ ยังไม่ได้ค้นพบสีสันแห่งชีวิตขณะเป็นคือความตายการค้นพบความตายเมื่อชีวิตถึงควรนั่นคือความเป็น..มีเรื่องเล่าอยู่ว่า

กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #4937

    ยังไม่ได้ค้นพบสีสันแห่งชีวิตขณะเป็นคือความตายการค้นพบความตายเมื่อชีวิตถึงควรนั่นคือความเป็น..มีเรื่องเล่าอยู่ว่า

    มันเป็นเรื่องจริงของผู้ชายอเมริกันเชื้อสายกรีกคนหนึ่ง
    ชื่อ สะตามาติส อพยพไปอยู่อเมริกา ทำอาชีพช่างทาสี อยู่ที่โอไฮโอ จนมีบ้าน มีรถ มีลูก ชีวิตกำลังสบาย อายุ 60 ปี ก็เป็นมะเร็งปอด ระยะสุดท้าย ผ่าตัดไม่ได้แล้ว

    หมอบอกว่า ชีวิตเขา คงเหลืออีกไม่กี่เดือน ทางเลือกที่เหลือคือ ให้เคมีบำบัด ซึ่งเขาทำได้ฟรี เพราะตลอดชีวิต การทำงาน ได้ซื้อประกันสุขภาพไว้ สะตามาติสใจเสีย แต่ยังดีที่ลูกๆ พ้นอกไปหมดแล้ว เขามานอนคิดดู ถ้าอยู่รักษาที่อเมริกา ชีวิตก็คงเข้าๆออก โรงพยาบาล แล้วก็ตายอยู่ดี ค่าทำศพที่นี่ อย่างกระจอกๆก็ 1,200 เหรียญ

    แต่ถ้าเขากลับไปตาย ที่บ้านเกิดของเขาที่กรีก ไปสิงอยู่ที่ กระต๊อบของพ่อแม่ ค่าใช้จ่ายก็แทบไม่มี ค่าทำศพที่นั่นแค่ 200 เหรียญ ก็ได้อย่างหรูแล้ว

    เขาจึงตัดสินใจ บอกลาลูกๆ พาเมียกลับไปตาย ที่บ้านเกิด เกาะอิคาเรีย ทะเลอีเจียน ประเทศกรีก .. มาถึงบ้านพ่อแม่ใหม่ๆ เขาตั้งเตียงในห้องเล็ก ในกระต๊อบของพ่อแม่ เขานอนซมอยู่บนเตียง ไอโขลกๆ ทุกวัน รอการมาของความตาย ทิ้งให้เมีย และแม่ เป็นคนพยาบาล ดูแลเขา ไปตามมีตามเกิด

    .. มีอยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เขาเกิดความคิดว่า ตัวเราหนอ ก็กำลังจะตายอยู่แล้ว น่าจะเข้าไปใกล้ชิด ตีสนิทกับพระเจ้าไว้ก่อน ตายไป จะได้มีเส้นสาย ได้ไปสวรรค์กับเขาบ้าง

    คิดได้ดังนั้นแล้ว ก็จึงตะเกียกตะกาย ยอมหอบแฮ่กๆ กะย่องกะแย่ง เดินขึ้นเขาไปโบสถ์ ออร์โธดอกซ์ ที่อยู่บนยอดเนิน ของหมู่บ้าน

    โบสถ์นี้สมัยที่เขายังเด็ก ปู่ของเขา เคยเป็นบาทหลวง อยู่ที่นี่ ไปโบสถ์ครั้งเดียว ก็เจอเพื่อนเก่า สมัยหนุ่มๆสามสี่คน และข่าวก็แพร่ออกไปว่า สะตามาติส กลับมาอยู่บ้าน และไม่ค่อยสบาย

    หลังจากนั้น ก็มีเพื่อนเก่าๆ ผลัดเปลี่ยน เวียนหน้ากัน มาเยี่ยมเยือน บ้างมาอยู่เม้าท์ นานเป็นชั่วโมง บางวันบ้างก็ถือไวน์ แบบบ่มเอง มาชวนเขาดื่มด้วย เขาก็ดื่ม เพราะจะตายอยู่แล้ว จะอะไรนักหนา
    ตายแบบสนุกๆ ก็ยังดีกว่าตายแบบเซ็งๆ

    .. หลายสัปดาห์ผ่านไป เขามีความรู้สึกแปลกว่า ตัวเขามีเรี่ยวแรงดีขึ้น จึงพะยุงตัวเองออกไป เดินเลียบรั้ว ดูสวนรกๆ หลังบ้าน ตากแดด สูดกลิ่นดิน กลิ่นลมทะเล แล้วก็รู้สึกสบายตัวขึ้น

    มีอยู่วันหนึ่ง เขามีแรงมาก ถึงกับลงมือขุดดิน ปลูกแครอท มันฝรั่ง และผักสวนครัว อีกสองสามอย่าง ด้วยตัวเอง ไม่ได้ปลูกโดยหวังว่า ตัวเองจะได้อยู่นานจนถึงได้กินมันหรอก

    แต่ว่าอย่างน้อย เมียเขา ก็จะได้เก็บเกี่ยวกินได้ เมื่อเขาตายไปแล้ว ตัวเขานั้นได้แค่ ออกมาโดนแดด สูดไอลมทะเล ตีนติดดิน และมือเปื้อนดิน ซึ่งเป็นผืนดิน ที่เขาเกิด และเติบโตมา แค่นี้มันก็ให้ความสุขใจพอแล้ว

    เขาจึงลุกจากเตียง มาทำสวนครัว หลังบ้านทุกวัน

    .. หกเดือนผ่านไป โดยที่เขายังไม่ตาย แถมยังได้เก็บเกี่ยว กินผลผักสวนครัว ที่เขาปลูกไปด้วย

    คราวนี้เขาย่ามใจ คิดการใหญ่ ถึงขั้นเข้าไป ถางพงไร่องุ่น อันรกรุงรัง ด้วยพร้าของพ่อของเขา ซึ่งท่านแก่เฒ่า ทำเองไม่ไหวแล้ว

    ทุกวันเขาตื่นนอน ตอนสายๆ ออกมาตากแดด ขุดดิน ฟันหญ้า กำจัดวัชพืช หมักปุ๋ยใส่ปุ๋ย ไปจนบ่ายสอง บ่ายสามโมง แล้วจึงหยุด

    กินอาหาร ที่เขาทำเอง จากผักสวนครัว ของเขาเอง อย่างง่ายๆ แล้วก็งีบหลับ ตอนบ่ายแก่ๆ ตื่นมาอีกทีก็เกือบเย็น

    เขามักจะออกเดิน โต๋เต๋ตะเร็ดเตร็ดเตร่ ไปในหมู่บ้าน หยุดคุยเจ๊าะแจ๊ะ กับเพื่อนเก่า บางทีก็แวะดื่มไวน์ บางทีก็ไปเล่น ไพ่โดมิโน อยู่ที่ร้านเหล้า กลางหมู่บ้าน ถึงค่ำมืดดึกดื่น จึงเดินกลับ

    .. วันเดือนปีผ่านไป อย่างรวดเร็ว อีกปีหนึ่งผ่านไป เขามีแรงมากพอ ที่จะต่อเติมห้องนอน ที่กระท่อม ของพ่อแม่เขา ออกไปอีกสองห้อง เพื่อเอาไว้รองรับ เวลาลูกๆของเขาจากอเมริกามาเยี่ยม

    ไร่องุ่น ที่เขาลงแรง เข้าไปทำ ก็ให้ผลผลิตน่าชื่นใจ เขาทำไวน์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำได้ถึงปีละ 400 แกลลอน

    เวลาผ่านไปอีก ปีแล้วปีเล่า กับการทำงานหนัก ในไร่ และชีวิตเดิมๆ แบบบ้านนอก กินอาหาร ทีมีพืชผักสวนครัว ปลูกเองเป็นหลัก ดื่มไวน์ ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ถือศีลอด แบบชาวกรีก ออร์โธดอกซ์ ทั้งหลาย เจ๊าะแจะสรวลเสเฮฮา กับเพื่อนเก่าหน้าเดิมๆ

    จนเขาลืมไปแล้วว่า เขาเป็นมะเร็งปอด มาที่นี่เพื่อมาตาย

    .. วันที่แดนไปพบเขา ที่อิคาเรียนั้น สะตามาติส อายุครบ 100 ปีพอดี ยังไม่ตาย ยังตากแดด ยิ้มปากกว้าง อยู่กลางไร่องุ่น โดยไม่มีสีหน้าวิตกกังวล กับอดีต หรืออนาคต ใดๆทั้งสิ้น ดูเขาจะลืมตาย ไปเสียแล้ว

    เมื่อได้อ่านแล้วฟังอย่างนี้แล้วเราคงจะเข้าใจได้ว่าความตายที่แท้จริงแล้วอาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความเป็น อันขาดหายไป หากเราหยุดคิดจะตายมันก็จะไม่ใช่เป็นความตายแต่มันคือการค้นพบอีก 1 ด้านของชีวิตใช่หรือไม่ ที่ตายหายไปตอนเป็น
    อาจารย์ปรับเพิ่มเติมจากแนวคิดของอาจารย์หมอครับขอบคุณครับ

    Cr.นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้