ส่งต่อความดีเพื่อประเทศไทย มาทำกันไหม..

ทางออกอีกเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยควรจะมีนั่นคือการส่งต่อความดี จากดีที่เคยมีคนหยิบยื่นให้ นำไปหยิบยื่นคนอื่นตอบแทน..
เด็กชายเทรเวอร์ แม็คคินนีย์ เรียนชั้นเกรด 7 ครูวิชาสังคมให้การบ้านชิ้นหนึ่ง โจทย์คือให้นักเรียนคิดว่าจะทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นดีขึ้นได้อย่างไร เทรเวอร์มีไอเดียเรียกว่า Pay It Forward แนวคิดคือเมื่อเราได้รับการทำดีจากใครคนหนึ่ง แทนที่จะตอบแทนคนคนนั้น เราจะส่งมันต่อไป โดยทำดีต่อคนอื่นๆ อีกสามคนที่มีปัญหา ถ้าทุกคนสามารถทำได้อย่างนี้ มันก็จะกระจายความดีต่อไปทีละสามคน ทบทวีขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วโลกก็จะเป็นโลกที่ดีขึ้น

ครูชอบความคิดของเขา บอกว่าเด็กชายคิดเรื่องสังคมอุดมคติ

นี่เป็นหนังเรื่อง Pay It Forward (2000) สร้างจากนวนิยาย ชื่อเดียวกันของ Catherine Ryan Hyde

แต่เด็กชายก็พบว่าโลกแห่งความจริงซับซ้อนกว่านั้นนัก ในโลกของความจริง คนไม่มีเมตตา ไม่แยแสสังคมส่วนรวม

บางที Pay It Forward เป็นได้แค่การบ้านของเด็กนักเรียนคนหนึ่งเท่านั้น

pay it forward เป็นสำนวน หมายถึงการตอบแทนบุญคุณที่ได้รับจากใครคนหนึ่งให้คนอื่นแทน

นี่มิใช่แนวคิดใหม่ เชื่อว่ามันเริ่มมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ และมีนักคิดนักเขียนไม่น้อยเขียนแนวคิดนี้ มันเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างสรรค์โลกที่ดีขึ้น

นักเขียนผู้เร่ิมใช้วลี Pay It Forward เป็นคนแรกคือ Lily Hardy Hammond ในหนังสือเรื่อง In the Garden of Delight ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1916 ท่อนหนึ่งในหนังสือเขียนว่า “You don’t pay love back; you pay it forward.”

คุณไม่ตอบแทนความรัก คุณส่งมันต่อออกไป

…………..

ครั้งหนึ่งนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะคนหนึ่งของโลก พอล แอร์ดิช ได้ยินว่าลูกศิษย์คนหนึ่งไม่สามารถเรียนต่อที่ฮาร์วาร์ดได้ เพราะขาดเงิน เขาจึงมอบเงินให้ลูกศิษย์เรียนต่อจนจบ หลายปีต่อมาลูกศิษย์คนนั้นกลับมาหาอาจารย์และคืนเงินที่อาจารย์ให้ยืม อาจารย์ตอบว่า “คุณเอาเงินนี้ไปให้นักศึกษาคนอื่นที่ต้องการใช้เงิน ให้เขาใช้เรียนต่อ”

เคยไหมที่เรายื่นหนังสือที่อ่านแล้วให้คนแปลกหน้า เขาบอกว่า “แล้วผมจะคืนคุณยังไง?”

“ก็ส่งต่อให้คนอื่นอ่านก็แล้วกัน”

เคยไหมที่เมื่อการจราจรติดขัด รถคันหนึ่งยอมเปิดทางรถให้เรา เรารู้สึกดีจนเมื่อมีรถคันอื่นขอทางบ้าง เราก็เปิดทางรถให้อีกคนหนึ่ง

เหล่านี้ดูเป็นเรื่องเล็กๆ เหมือนหยดน้ำใสหยดเล็กที่ไม่มีพลังอำนาจใด แต่เมื่อรวมกัน ด้วยจำนวนคนที่ส่งต่อหยดน้ำใสมากพอและนานพอ หยดน้ำใสก็สามารถเปลี่ยนบ่อน้ำครำทั้งบ่อเป็นน้ำใสได้

สังคมเราโอบรับความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที มากจนสำลัก คนส่วนใหญ่ไม่คิดจะทำดีเพื่อคนอื่นหากไม่ได้รับสิ่งตอบแทน และมองว่าการให้คนอื่นเป็น ‘ความโง่’

Pay it forward ฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อฝัน อุดมคติโง่ๆ ไม่มีประโยชน์ แต่หากทุกคนตอบแทนความดีที่ได้รับต่อให้คนอื่น โลกจะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ

เราไม่ควรปล่อยการทำดีเป็นหน้าที่ของมูลนิธิหรือองค์กรการกุศล มันเป็นหน้าที่ของเราทุกคน

มันเป็นงานที่ยาก แต่มันเป็นไปได้

เพราะในโลกที่คนไม่มีเมตตา ไม่แยแสสังคมส่วนรวม มีการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นครั้งใดที่ทำได้ง่ายๆ?

ความดีเป็นสิ่งแปลกอย่างหนึ่ง ยิ่งให้ยิ่งงอกเงย ยิ่งส่งต่อยิ่งสวยงาม

บุญคุณได้รับแล้วสมควรตอบแทน แต่การตอบแทนสามารถไปได้กว้างกว่าคืนเจ้าของเดิม

และนี่คือความรักโดยไม่มีข้อแม้ที่แท้จริง

ไม่ตอบแทนความรัก ส่งมันต่อออกไป

…………..

หมายเหตุ : ปัจจุบันแนวคิดเรื่อง Pay It Forward ไปไกลกว่าบทความ นวนิยาย และภาพยนตร์ หลายองค์กรทั้งมูลนิธิและองค์กรธุรกิจเริ่มโอบรับแนวคิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม และกระจายไปทั่วโลก

ดร.พิสัณห์ สัน นุ่นเกลี้ยง
____________

Cr.วินทร์ เลียววาริณ